สำหรับทุกท่านที่ต้องการเขียนบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์หรือนำเสนอผลงานทางวิชาการ
สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้การเขียนบทความประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์
ในเบื้องต้นนั้นผู้เขียนต้องหาหัวข้อเรื่องที่จะเขียนก่อนเป็นลำดับแรก
หัวข้อที่เขียนต้องมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
เป็นหัวข้อที่มีความทันสมัยหรือเป็นหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของบุคคลทั่วไป
และที่สำคัญควรเลือกหัวข้อที่ผู้เขียนมีองค์ความรู้หรือมีความเชี่ยวชาญ
เพื่อให้เขียนง่ายขึ้นเนื่องจากมีพื้นฐานที่ดี
สำหรับการเขียนบทความเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการหัวข้อที่จะเขียนต้องสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับหลักสูตรที่สอนหรือดำรงตำแหน่ง
จึงสามารถใช้เสนอเพื่อพิจารณาขอตำแหน่งทางวิชาการได้...
ตำแหน่งทางวิชาการ: คุณค่าของการทำหน้าที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย
สำราญ ผลดี
สำนักวิชาศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยธนบุรี
ทำไมต้องทำตำแหน่งทางวิชาการ
หลายคนมองภาพของการทำผลงานเพื่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการแตกต่างกัน
บางคนอาจมองว่าเป็นภาระงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากงานประจำ บางคนมองว่าไม่ใช่หน้าที่
หรือแม่แต่บางคนอาจมองว่าไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร
ความจริงแล้วตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย
ไม่ใช่เรื่องของความอยากหรือความสนใจของแต่ละบุคคล หากแต่มันเป็น “หน้าที่”
และเป็นสิ่งที่สะท้อนจิตวิญญาณของการเป็นครูที่มีอยู่ในตัวตน จิตวิญญาณของความพยายามในการพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนางานและที่สำคัญคือการพัฒนาตามหน้าที่ของการเป็น
“ครู” เพราะคำว่า “ครู” ก็ดูจะมีคุณค่ามากกว่าคนที่รับจ้างสอน
แม้ว่าการทำผลงานทางวิชาการของอาจารย์จะเป็นเรื่องของตัวบุคคล
หากแต่พิจารณาให้ละเอียดแล้วจะพบว่ามันคือ “หน้าที่” ด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้
1.
อาจารย์จำเป็นจะต้องพัฒนาวิทยฐานะทางวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบ
“บังคับ” ให้อาจารย์พัฒนาตนเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตนเองและสังคม
2. เพื่อการเป็นแบบอย่างของผู้มีความรับผิดชอบในการทำ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการให้แก่ตนเองและสถาบัน การทำหน้าที่ “ครู”
เครื่องมือสำคัญคือความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวตน
ด้วยความที่สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่ไม่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาจะกลายเป็นความรู้ที่ล้าหลังและไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อันใดได้
และการทำหน้าที่ของการเป็นครูก็ดูจะไร้ความหมาย
เพราะว่าไม่ได้ทำให้คนและสังคมนี้เจริญก้าวหน้าขึ้นแต่ออย่างใด
ในขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรไม่มีการพัฒนาตนเองก็จะกลายเป็นสถาบันที่ล้าหลังก้าวไม่ทันกับโลกเช่นกัน
ความแตกต่างระหว่างหนังสือกับตำรา
ผศ.ดร.อนุพงษ์ อินฟ้าแสง
สาขาวิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยธนบุรี
ศาสตราจารย์
ดร.สิน พันธุ์พินิจ ได้อธิบายความหมาย
ที่มาของคำว่าหนังสือและตำราไว้อย่างน่าสนใจโดย Merrium-Webster (1987:167-168,1220) นิยามว่า
Book (12 C.) หมายถึง “ชุดการเขียน
หรือ การจารึกในแผ่นหนัง กระดาษ แผ่นกาบไม้ งาช้าง สิ่งพิมพ์ แผ่นสมุด บัญชี
คัมภีร์ไบเบิล บทละคร เนื้อเพลง
สิ่งพิมพ์ต่างๆที่เป็นความรู้และประสบการณ์ที่นำไปใช้แก้ปัญหาได้”
Text (12 C.) หมายถึง “ต้นฉบับเดิม
ถ้อยคำเดิม แบบฉบับการเขียน ตำรา แบบเรียน หนังสือเรียน
ถ้อยคำสั้นๆในพระคัมภีร์ไบเบิล”
Textbook (ปี1779 หรือ พ.ศ.2322) หมายถึง “หนังสือที่ใช้เรียนเนื้อหาสาระวิชา
สาขาวิชา ตำรา แบบเรียน
ในส่วนของการขอตำแหน่งวิชาการ
ก.พ.อ.ได้ให้คำนิยามตำราและหนังสือสำหรับการขอกำหนดตำแหน่งวิชาการไว้ว่า
ตำรา หมายถึง “ผลงานวิชาการที่เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ
ครอบคลุมเนื้อหาสาระของวิชา หรือ
ของหลักสูตรที่สะท้อนให้เห็นความสามารถในการถ่ายทอดวิชาในระดับอุดมศึกษา
อาจพัฒนาขึ้นจากเอกสารคำสอนให้มีความสมบูรณ์ที่สุด และมีเนื้อหาสาระทันสมัย
ต้องจัดทำเป็นรูปเล่ม ประกอบด้วย คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง การอธิบาย หรือ
การวิเคราะห์ การสรุปอ้างอิง บรรณานุกรม ภาคผนวก (ถ้ามี)
และดัชนี” อาจเรียกว่า ตำราเรียน
การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์
ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์
คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยธนบุรี
บทนำ
การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย
มีบทบาทสำคัญต่อแวดวงการศึกษาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีการที่จะนำเสนอผลงานวิชาการออกสู่สาธารณะชนได้อย่างกว้างขวาง
และถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งหากบทความวิจัยของตนได้รับการยอมรับจากกองบรรณาธิการของวารสาร
แต่ทว่าก็ยังพบปัญหาในการตีพิมพ์งานวิจัยอยู่เนืองๆ
เนื่องจากมาตราฐานของวารสารนั้นค้อนข้างมีขั้นตอน
มีความเข้มงวดและกินเวลาตั้งแต่หลักเดือน ไปจนถึงหลักข้ามปีกันทีเดียว
ดังนั้นคณาจารย์หลายๆ ท่านก็จะนำผลงานของตนเองไปยังช่องทางที่ใช้เวลาน้อยกว่า
มีขั้นตอนที่สั้นกว่า นั้นก็คือ เวทีการประชุมวิชาการนั่นเอง แต่กระนั้นก็เถอะครับ
ยังไงเสียการตีพิมพ์ลงในวารสารดีๆ สักเรื่องก็เป็นเกียรติประวัติให้กับตนเองอย่างนึง
และหลักสูตร คณะ
หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาที่เราสังกัดอยู่ก็ยังได้รับค่าคะแนนที่สูงกว่าอีกด้วย
แต่ต้องออกตัวก่อนนะครับ
ว่าผู้เขียนก็อาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตีพิมพ์ชนิดที่เรียกได้ว่า
ถ้าเขียนต้องได้ตี แต่ทว่า ผู้เขียนก็เคยถูกตองปฏิเสธบทความมาแล้ว
และก็ได้รับการยอมรับบทความมาพอควร
จึงอยากจะแบ่งปันปรสบการณ์ของผู้เขียนให้เพื่อนๆ พี่ น้อง
ชาวคณะบริหารธุรกิจด้วยกันได้ฟังนั่นเอง
แรงบันดาลใจในการทำงานวิชาการ (Inspiration you to work?)
อินทิรา มีอินทร์เกิด
สาขาวิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยธนบุรี
บทนำ
ในชีวิตคนทำงานย่อมต้องพบกับอุปสรรคในการทำงานเป็นเรื่องปกติ
ในบางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกท้อ หมดกำลังใจ แต่ตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้
หรือถอดใจย่อมมีหนทางให้สำหรับเราเสมอ ผู้เขียนจึงรวบรวมหลายๆ แรงบันดาลใจมารวมกัน
ซึ่งบันดาแรงบันดาลใจโดยปกติแล้วมีหลายอย่างมารวมกัน
ซึ่งปกติแล้วจะมีทั้งความกลัวหรือความปรารถนาอย่างแรงกล้า แต่จะได้มากน้อยหรือไม่
ต้องขึ้นอยู่กับการต่อสู้แรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่เราสามารถบอกตัวเองในหัวว่า
“ฉันคิดว่าฉันทำได้” “ฉันคิดว่าฉันยังทำได้”และ “ฉันกำลังทำมันอยู่”
และจากความคิดเหล่านี้ผู้เขียนขอหยิบยกคำคมเพื่อการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานจากประธานาธิบดี
15 ท่าน จึงขอฝากให้พิจารณาเพื่อเป็นการสร้างแรงผลัก แรงดันในการสร้างแรงบันดาลใจ
ลองพิจารณาดูว่ามีแนวทางอย่างไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






